พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ส่งผลกระทบต่อความรุนแรงของโรคเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อมไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์ของกระบวนการชราภาพตามวัยเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับลักษณะการใช้งานข้อต่อในชีวิตประจำวัน แรงกดทับที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จากพฤติกรรมบางประการ รวมถึงการเลือกใช้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในบ้านที่ไม่ได้มาตรฐาน สามารถเร่งให้อัตราการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อเกิดได้เร็วขึ้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการเลือกสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการควบคุมระดับความรุนแรงของโรค เข่าเสื่อม ไม่ให้ลุกลามจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต

พฤติกรรมเสี่ยงในชีวิตประจำวันที่เร่งการสึกหรอของข้อเข่า

โครงสร้างของข้อเข่าถูกออกแบบมาเพื่อรับน้ำหนักและกระจายแรงดันจากการเคลื่อนไหวในแนวดิ่ง อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมที่ทำให้ข้อเข่าต้องงอเกิน 90 องศา จะสร้างแรงอัดมหาศาลภายในข้อต่อ ซึ่งส่งผลเสียโดยตรงต่อผู้ป่วยโรค เข่าเสื่อม

  • การนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งยอง ๆ พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดแรงบดเค้นที่กระดูกอ่อนผิวข้อมากกว่าการยืนตรงหลายเท่าตัว หลอดเลือดที่นำสารอาหารไปเลี้ยงข้อเข่าจะถูกบีบรัด ทำให้การฟื้นฟูเนื้อเยื่อทำได้ลดลง
  • การเดินขึ้นลงบันไดบ่อยครั้ง การก้าวขึ้นหรือลงบันไดทำให้ข้อเข่าต้องรับแรงกดทับเพิ่มขึ้นเป็น 3 ถึง 4 เท่าของน้ำหนักตัว หากไม่มีความจำเป็น แพทย์มักแนะนำให้ผู้ที่มีภาวะ เข่าเสื่อม หลีกเลี่ยงหรือเปลี่ยนไปใช้ลิฟต์แทน
  • การยกของหนักเกินเกณฑ์ แรงกดจากน้ำหนักส่วนเกินที่กระทำต่อข้อต่อในขณะที่เคลื่อนไหว จะทำให้เกิดการเสียดสีของผิวข้อที่บางอยู่แล้ว ส่งผลให้เกิดอาการอักเสบ บวมพอง และเจ็บปวดรุนแรงขึ้น

หลักการเลือกเก้าอี้ที่เหมาะสมเพื่อลดแรงกดทับ

เก้าอี้ที่ใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ทำงานหรือโซฟาพักผ่อน มีอิทธิพลอย่างมากต่อมุมการงอของข้อเข่าและการกระจายน้ำหนักของร่างกาย การเลือกเก้าอี้สำหรับผู้ป่วย เข่าเสื่อม ควรพิจารณาดังนี้

  • ความสูงของเบาะนั่ง ควรเลือกเก้าอี้ที่เมื่อนั่งลงไปแล้ว ฝ่าเท้าสามารถวางราบกับพื้นได้พอดี โดยที่ข้อเข่าและข้อสะโพกทำมุมตั้งฉาก 90 องศาพอดี หากเบาะนั่งต่ำเกินไป จะทำให้เข่างอชันขึ้น ส่งผลให้เกิดแรงกดในข้อเข่าสูงขึ้นเมื่อต้องออกแรงลุกขึ้นยืน
  • ความแข็งของเบาะ เบาะนั่งไม่ควรนุ่มหรือยุบตัวมากเกินไป เนื่องจากเบาะที่นุ่มเกินไปจะทำให้สะโพกจมลง ส่งผลให้การทรงตัวขณะลุกยืนทำได้ยากและต้องใช้แรงจากข้อเข่าในการดันตัวขึ้นมากกว่าปกติ เก้าอี้ที่เหมาะสมควรมั่นคงและมีพนักพิงรองรับแผ่นหลังได้อย่างพอดี
  • การมีที่เท้าแขน ส่วนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้แรงจากแขนและไหล่ช่วยพยุงตัวในขณะลุกขึ้นยืน ซึ่งเป็นการแบ่งเบาภาระและลดแรงบิดที่เกิดขึ้นกับข้อเข่าได้อย่างมีนัยสำคัญ

การเลือกที่นอนและท่านอนที่ช่วยพักฟื้นข้อต่อ

ช่วงเวลาการนอนหลับคือช่วงที่ร่างกายทำการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ การเลือกที่นอนและจัดการท่านอนที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้กล้ามเนื้อรอบข้อเข่าหดเกร็ง และทำให้อาการของโรค เข่าเสื่อม รุนแรงขึ้นในตอนเช้า

  • ความสูงและความแน่นของที่นอน ที่นอนที่เหมาะสมควรมีความสูงรวมเตียงที่เมื่อนั่งตรงขอบเตียงแล้วเท้าถึงพื้นพอดี ไม่ต่ำเกินไปจนลุกยาก ส่วนความแน่นควรเลือกที่นอนประเภทแน่นปานกลาง (Medium-Firm) ที่สามารถรองรับสรีระและแนวกระดูกสันหลังได้โดยไม่ยุบตัวเป็นแอ่ง ซึ่งจะช่วยลดการบิดหมุนของข้อต่อส่วนล่างในขณะพลิกตัว
  • การจัดท่านอนที่ถูกต้อง สำหรับผู้ที่ชอบนอนตะแคง ควรใช้หมอนข้างหรือหมอนหนุนที่มีความหนาพอเหมาะสอดไว้ระหว่างหัวเข่าทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เข่าด้านบนตกลงมาบิดเบียดกับเข่าด้านล่าง ซึ่งช่วยรักษาแนวสะโพกและข้อเข่าให้อยู่ในระนาบธรรมชาติ ส่วนผู้ที่นอนหงาย หากมีอาการปวด สามารถใช้หมอนใบเล็ก ๆ รองใต้ข้อเข่าเพื่อลดความตึงของเส้นเอ็นได้ แต่ไม่ควรใช้หมอนใบใหญ่หนุนค้างไว้ตลอดทั้งคืนเนื่องจากอาจทำให้ข้อเข่าติดในท่างอได้

 

การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพและการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำลายข้อในทุก ๆ วัน ถือเป็นมาตรการพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพสูงในการชะลอความเสื่อมของข้อต่อ ช่วยลดความจำเป็นในการรับประทานยาลดปวด และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ หากปรับพฤติกรรมแล้วยังมีอาการปวดเรื้อรัง หรือต้องการรับการฟื้นฟูโครงสร้างข้อต่อและกล้ามเนื้อรอบหัวเข่าอย่างถูกวิธีภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด สามารถเข้ารับคำปรึกษาและออกแบบโปรแกรมกายภาพบำบัดเฉพาะบุคคลได้ที่สถาบันฟื้นฟูเฉพาะทางที่ได้มาตรฐานอย่าง rehabcareclinic เพื่อคืนความมั่นคงให้ข้อเข่าและกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระอีกครั้ง